chid1.jpg








การตั้งถิ่นฐานของลาวครั่งในประเทศไทย

ลาวหรือไทยคือขนชาติเดียวกัน มีบรรพบุรุษร่วมกันจึงจึงได้มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูด ภาษาพูดภาษาเขียนใกล้เคียงกันมาก ซึ่ง

(สุพิศ ศรีพันธุ์:2555 )ได้อ้างไว้ว่าถึง การปรากฏตัวของชาวลาวครั่งในประเทศไทยพบว่ามีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานในรัชสมัยกรุงธนบุรี ดังปรากฏหลักฐานในปี พ.ศ.2314 ปรากฏว่าได้มีการขัดแย้งระหว่างกษัตริย์ลาวและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ 2 ตระกูล ทำให้มีการกระด้างกระเดื่องและแยกตัวไปสร้างเมืองใหม่บริเวณริมแม่น้ำโขง ชื่อนครเขื่อนขันกาบแก้วบัวบาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตหนองบัวลำภูและกษัตริย์ลาวได้ส่งกองทัพมาตีเมื่อมีการพ่ายแพ้และบริเวณและเกิดการสู้รบซึ่งฝ่ายเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ซึ่งได้ตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองใหม่เกิดการเพลี่ยงพล้ำเสียชีวิตไป ส่วนหนึ่งและกลุ่มที่ยังเหลืออยู่จึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากพม่าและเจ้าเมืองจำปาศักดิ์แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือแค่ให้ที่ตั้งมั่นอยู่บริเวณชายแดนนครจำปาศักดิ์ จากนั้นจึงได้มาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารจากเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เพื่อขอเข้าเป็นขอบขันธ์สีมา ถวายตัวเป็นเมืองขึ้นกับไทยซึ่งได้ทรงโปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์และเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นผู้นำทัพไปช่วยเหลือตีเวียงจันทน์โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าเมืองหลวงพระบางซึ่งเป็นคู่สงครามกับเวียงจันทน์มาก่อน


(สุพิศ ศรีพันธุ์:2555 )และเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้มีการกวาดต้อนผู้คนชาวลาวทั้งเชื่อพระวงศ์ สนม กำนัล ขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหารและประชาชน พร้อมทั้งริบทรัพย์และเกลี้ยกล่อมหัวเมืองรายทางต่างๆเช่น ชาวลาวทรงดำ มายังกรุงธนบุรี โดยให้ตั้งบ้านเรือนอยู่เพชรบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี ส่วนลาวเวียงโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนแถวจังหวัดสระบุรี ลพบุรี ตะพานหิน จันทบุรี ลาวภูครังจากเมืองภูครังซึ่งเป็นเมืองริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ให้เข้ามาตั้งบ้านเรือนแถบนครชัยศรี พร้อมทั้งอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางลงมาประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี ในปีพ.ศ. 2358 ในสมัยรัชกาลที่2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ได้ส่งครอบครัวลาวเมืองภูครังมายังกรุงเทพมหานคร โปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนที่นครชัยศรี และในสมัยของรัชกาลที่ 3 ชาวลาวครั่ง ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองภูครัง ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ได้ถูกกวาดต้อนมาในประเทศไทยอีกครั้งในสมัยที่ไทยได้ทำสงครามกับญวนโดยในการยกทัพกลับจากญวนยกทัพผ่านลาวได้ตั้งมั่นชั่วคราวอยู่ที่เมืองภูครังแล้วจึงนำชาวลาวเหล่านี้มาด้วยและโปรดให้ไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีและเมืองนครชัยศรีจึงได้เรียกว่า ลาวภูครังหรือลาวครั่ง

(สุพิศ ศรีพันธุ์:2555)ในสมัยที่ลาวอพยพลงมาอยู่ที่เมืองด่านชั่วคราวตอนนั้น ลาวอดอยากมากไม่มีเครื่องมือทำนาจึงได้เลี้ยงครั่งไว้สำหรับย้อมผ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดและคุ้นเคย ดังนั้นคนไทยจึงเรีกลาวกลุ่มนี้ว่าลาวครั่งหรือลาวขี้ครั่ง

(สุพิศ ศรีพันธุ์:2555 )ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของชื่อลาวครั่ง สีแดงที่ได้จากครั่งเป็นสีที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นและสดใสที่ใช้ในการย้อมผ้าเพื่อใช้ทอเป็นผ้าจกของชาวลาวครั่ง

จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอที่มีชาวลาวครั่งอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอด่านช้าง และอำเภอเดิมบางนางบวช โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเดิมบางนางบวช นั้นมีชาวลาวครั่งอาศัยอยู่เป็นจำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลป่าสะแก ตำบลบ่อกรุ และตำบลหนองกระทุ่ม ซึ่งจำนวนประชากรส่วนใหญ่เกือบ 80% เป็นชาวลาวครั่งที่มีภาษา วัฒนธรรม ประเพณีที่แตกต่างออกไป นอกจากนั้นยังมีผ้าทอที่สวยงามและประณีตที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง ชาวลาวครั่งในเขตอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี อาศัยอยู่ใน 3 ตำบลได้แก่ ตำบลป่าสะแก อาศัยอยู่ที่บ้านวัดขวาง บ้านทุ่งก้านเหลืองและบ้านใหม่ไร่อ้อย จะใช้นามสกุล “ภูฆัง” ส่วนลาวครั่งร้อยละ 80 ซึ่งอาศัยอยุ่ที่ตำบลหนองกระทุ่มและตำบลบ่อกรุ ส่วนใหญ่ใช้นามสกุล “กาฬภักดี”

(พยนต์ กาฬภักดี :2552)เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวลาวครั่งที่สามารถแบ่งแยกได้ทันทีที่พบคือ ภาษาพูด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงสูง ชาวลาวครั่ง มักเรียกตัวเองตามสำเนียงภาษาท้องถิ่นว่า “ลาวขี้คัง”หรือ“ลาวคัง”นอกจากนั้น ยังมีวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ได้แก่ประเพณียกธง ที่ยังยึดถือและสืบต่อปฏิบัติกันมาโดยจัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี และประเพณีขึ้นศาลจ้าวนาย ชาวลาวครั่งจะมีความผูกพันทางเครือญาติสูงมาก ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่มีการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์และการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับประเพณียกธงนั้น เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและร่วมมือร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น

การแต่งกายของชาวลาวครั่ง

ในชีวิตประจำวันจะแต่งกายตามปกติ ยกเว้นในการจัดงานประเพณีหรืองานที่มีการรวมกลุ่มที่เป็นงานซึ่งแสดงออกถึงการรวมกลุ่มกัน ซึ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะหรือการรับแขกคนสำคัญของท้องถิ่น ผู้ชายจะมีผ้าขาวม้าคาดเอวเป็นลายตารางหมากรุก 5 สี ส่วนผู้หญิงจะมีการแต่งกายด้วยผ้าทอมัดหมี่ ต่อผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนตัวผ้าซิ่น นิยมทอด้วยผ้ามัดหมี่ทอแซมสลับกับการ “ทอแบบขิด”เป็นลายทางเล็กๆสีเหลืองหรือสีขาวคั่นระหว่างผ้ามัดหมี่เพื่อแบ่งช่องลวดลายผ้าสลับเน้นลวดลาย วัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือใยสังเคราะห์ ส่วนสีแดงนั้นใช้เป็นลายซิ่นหรือเรียกกันว่าตีนซิ่น